รัฐ (State)
หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดน มีประชากร มีรัฐบาลปกครอง
และมีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง
ชาติ (Nation)
หมายถึงกลุ่มคนที่ผูกพันเข้าด้วยกัน
และระลึกถึงความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ด้วยวัฒนธรรม
และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ ..
รัฐชาติ (Nation state)
จึงเป็นกระบวนการปลูกฝังความรู้สึก “เป็นชาติ” ลงในองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งก็คือ “ประชาชน” โดยการสร้างความรู้สึกแน่นแฟ้นว่าประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเป็นพวกเดียวกัน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐชาติ
1. การขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้า
การเปิดเส้นทางเดินเรือ
ทำให้เครือข่ายการค้าขยายตัวขึ้น โดยเพิ่มทั้งด้านระดับการค้า
ปริมาณและชนิดของสินค้า
พวกพ่อค้าและนายทุนซึ่งเป็นพวกที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางด้านการค้ากลายเป็นชนชั้นที่มีบทบาทในสังคม
ชนกลุ่มนี้เองที่ให้การสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ด้านการเงิน
เพื่อไปสร้างฐานอำนาจทางการเมืองและทหารในการรวมชาติ
ส่วนกษัตริย์ก็ให้ความสะดวกและความคุ้มครองแก่เหล่าพ่อค้าให้ปลอดภัยจากโจรสลัดที่คอยดักปล้นสินค้า
2. ความเสื่อมของขุนนาง
ช่วงต้นสมัย
ขุนนางในระบบฟิวดัลอ่อนแอลงจากการรบในสงครามครูเสด
ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อทำให้ขุนนางต้องขายทรัพย์สินแก่พ่อค้า ขุนนางจึงยากจนลง
จนไม่สามารถสะสมกำลังในการสร้างความวุ่นวายกับกษัตริย์ได้อีกต่อไป
แต่กลับต้องพึ่งการอุปถัมภ์จากกษัตริย์แทน และได้กลายเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์
เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจให้กษัตริย์มากขึ้น
3. ความสำนึกในความเป็นชาติ
เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ภาษาของตนในดินแดนต่าง
ๆ แทนภาษาละตินซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม
โดยก่อใช้ภาษานี้ก่อให้เกิดความภูมิใจและจงรักภักดีต่อชาติของตนในเวลาต่อมา
4. กำเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และอังกฤษ
เกิดการล่มสลายของระบบฟิวดัล และปัจจัยอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้น
รวมถึงการปฏิรูปศาสนาทำให้คริสจักรแตกแยก อำนาจพระสันตปาปาลดลง
ทำให้เกิดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มีระบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
และประชาชนก็ยอมรับรวมถึงภักดีต่อกษัตริย์
รัฐชาติที่สำคัญและมีบทบาทในช่วงสมัยใหม่ตอนต้น ได้แก่
1. สเปน
สเปนเป็นรัฐชาติที่มีอำนาจและอิทธิพลที่สุดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่
15 เติบโตขึ้นในสมัยกษัตริย์เฟอร์ดินานด์แห่งอาเรกอน
และพระนางอิซาเบลลาแห่งคาสตีล ทั้งสองพระองค์ทรงรวม 2 อาณาจักรเข้าด้วยกันใน
ค.ศ. 1469 ความรุ่งโรจน์ถึงขีดสูงสุดของการค้าปรากฏใน
ค.ศ. 1492 เมื่อมีการค้นพบโลกใหม่ในนามของสเปนทางด้านศาสนา
ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ปรากฏว่าชาวสเปนที่นับถือศาสนายิวจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา
แต่ก็นับถือเพียงภายนอก ในปี ค.ศ. 1492 ชาวยิวสเปนที่เหลืออยู่ก็ถูกขับไล่ออกจากประเทศสเปนรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มากขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่
5 จนกระทั่งถึงสมัยต่อมาของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ที่สเปนยิ่งใหญ่ ร่ำรวยมั่งคั่งด้วยเงินทองจากเปรู เม็กซิโก การค้าโพ้นทะเล
และสามารถรวมโปรตุเกสเข้าไว้ได้ในระยะหนึ่งด้วย ตั้งแต่ ค.ศ. 1580 – 1640
2. โปรตุเกส
โปรตุเกสมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่
11 เมื่อเคาน์เฮนรี่แห่งเบอร์กันดีได้ช่วยเหลือ กษัตริย์เลออนแห่งสเปนต่อสู่พวกมัวร์ จึงได้รับพระราชทานที่ดินผืนใหญ่ในบริเวณโอปอร์โต
ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นประเทศโปรตุเกส
รัฐโปรตุเกสไม่สามารถขยายตัวออกทางบกได้
จึงหาทางออกทางทะเลในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ภายใต้
การสนับสนุนของเจ้าชายเฮนรี่
นำธงชาติโปนตุเกสไปโบกสะบัดอยู่รอบแหลมกู๊ดโฮปและประเทศอินเดีย และเริ่มวางรากฐาน
การแบ่งเขตอิทธิพลของสเปนและโปรตุเกสโดยสันตะปาปาเมื่อ ค.ศ. 1493 และสนธิสัญญาทอร์เดซิลลัสที่ทำกับสเปนใน ค.ศ. 1494 ทำให้โปรตุเกสได้รับเอกสิทธิ์การค้าทางภาคตะวันออก โปรตุเกสกวาดล้างและเนรเทศประชาชนที่เป็นยิว มุสลิม และโปรเตสแตนท์
เช่นเดียวกับสเปน ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ความรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจก็เริ่มเสื่อมลง
เมื่อโปรตุเกสต้องสูญเสียอิทธิพลในการผูกขาดการค้าเครื่องเทศในเอเชียให้แก่ฮอลันดาในต้นคริสต์ศตวรรษที่
17
3. ฝรั่งเศส
การนำของโจนออฟอาร์คทำให้ชาวฝรั่งเศสเกิดความสำนึกในชาติ
และช่วยให้ประสบความสำเร็จในการขับไล่ชาวอังกฤษออกจากประเทศได้ในสงครามร้อยปี (
ค.ศ.1337 – 1453 ) จากนั้นฝรั่งเศสก็เข้าสู่ความเป็นรัฐชาติแบบใหม่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่
11 แห่งราชวงศ์ลัว ฝรั่งเศสเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นในสมัยราชวงศ์บูร์บอง
ซึ่งเริ่มต้นจากสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 ทำให้ฝรั่งเศสมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ
ตลอดจนทรงฟื้นฟูอำนาจกษัตริย์และรัฐบาลกลาง
อันเป็นรากฐานให้แก่อำนาจอันมั่งคงของกษัตริย์ฝรั่งเศสต่อมา
โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 4
4. อังกฤษ
อังกฤษเข้าสู่สมัยใหม่ในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่
7 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์
ทรงปรบปรามอิทธิพลของขุนนางศักดินาด้วยการยกเลิกกองทัพศักดินา
เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เมื่อพระองค์ทรงปฏิรูปศาสนาและก่อตั้งนิกาย
Anglican Church ขึ้นใน ค.ศ.1534 สมัยของพระนางเอลิซาเบธที่
1 สถาบันกษัตริย์ก็ยิ่งมีอำนาจสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
มีการขยายตัวโพ้นทะเล และทำสงครามชนะกองทัพเรืออาร์มาดาของสเปน ในปี ค.ศ. 1588
ด้านเศรษฐกิจ
ตั้งบริษัท East India Company ใน ค.ศ. 1600 ซึ่งเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศและชนชั้นกลางเป็นอันมาก
5. จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และรัฐต่าง ๆ ในบริเวณเยอรมนี
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง
จักรวรรดิที่มีอำนาจปกครองดินแดนที่อยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป
ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยกลางเมื่อจักรพรรดิช์ลมาญ
ทรงรวบรวมดินแดนในยุโรปตอนกลางไว้ได้ ทรงได้รับการสวมมงกุฎจากพระสันตะปาปาเป็นจักรพรรดิปกครองดินแดนเหล่านี้ตั้งแต่ปี
ค.ศ. 800 แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา
เจ้าในราชวงศ์แฮปเบิร์ก ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองที่เวียนนา
ได้รับเลือกตั้งตำแหน่งนี้อย่างสม่ำเสมอ จนค่อย ๆ
กลายเป็นประเพณีได้ปกครองจักรวรรดิต่อมา
จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ต่อมาตราบจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งฝรั่งเศสในสมัยของนโปเลียนเข้าทำลายจักรวรรดิลงในปี
ค.ศ. 1806
6. อิตาลี
เมื่อเข้าสู่สมัยใหม่ตอนต้น
อิตาลีแบ่งอกเป็นรัฐอิสระต่าง ๆ ที่มีฐานะทางการเมืองและเศรษฐกิจแตกต่างกัน
อิตาลีไม่อาจรวมชาติได้เพราะปัญหาจากรัฐสันตะปาปา
ดินแดนส่วนหนึ่งตอนกลางของแหลมอิตาลีที่อยู่ในความครอบครองของสันตะปาปามาตั้งแต่สมัยกลาง
จนกระทั่ง ค.ศ.1870 อิตาลีจึงรวมรัฐชาติได้สำเร็จ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น