วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กำเนิดรัฐชาติ




รัฐ (State)
          หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดน มีประชากร มีรัฐบาลปกครอง  และมีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง

ชาติ (Nation)
          หมายถึงกลุ่มคนที่ผูกพันเข้าด้วยกัน และระลึกถึงความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ด้วยวัฒนธรรม และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ ..

รัฐชาติ (Nation state)
          จึงเป็นกระบวนการปลูกฝังความรู้สึก เป็นชาติลงในองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งก็คือ ประชาชนโดยการสร้างความรู้สึกแน่นแฟ้นว่าประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเป็นพวกเดียวกัน


ปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐชาติ

          1. การขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้า
          การเปิดเส้นทางเดินเรือ ทำให้เครือข่ายการค้าขยายตัวขึ้น โดยเพิ่มทั้งด้านระดับการค้า ปริมาณและชนิดของสินค้า พวกพ่อค้าและนายทุนซึ่งเป็นพวกที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางด้านการค้ากลายเป็นชนชั้นที่มีบทบาทในสังคม ชนกลุ่มนี้เองที่ให้การสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ด้านการเงิน เพื่อไปสร้างฐานอำนาจทางการเมืองและทหารในการรวมชาติ ส่วนกษัตริย์ก็ให้ความสะดวกและความคุ้มครองแก่เหล่าพ่อค้าให้ปลอดภัยจากโจรสลัดที่คอยดักปล้นสินค้า

          2. ความเสื่อมของขุนนาง
          ช่วงต้นสมัย ขุนนางในระบบฟิวดัลอ่อนแอลงจากการรบในสงครามครูเสด ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อทำให้ขุนนางต้องขายทรัพย์สินแก่พ่อค้า ขุนนางจึงยากจนลง จนไม่สามารถสะสมกำลังในการสร้างความวุ่นวายกับกษัตริย์ได้อีกต่อไป แต่กลับต้องพึ่งการอุปถัมภ์จากกษัตริย์แทน และได้กลายเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์ เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจให้กษัตริย์มากขึ้น

          3. ความสำนึกในความเป็นชาติ   
          เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ภาษาของตนในดินแดนต่าง ๆ แทนภาษาละตินซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม โดยก่อใช้ภาษานี้ก่อให้เกิดความภูมิใจและจงรักภักดีต่อชาติของตนในเวลาต่อมา

          4. กำเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
          ประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และอังกฤษ เกิดการล่มสลายของระบบฟิวดัล และปัจจัยอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการปฏิรูปศาสนาทำให้คริสจักรแตกแยก อำนาจพระสันตปาปาลดลง ทำให้เกิดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีระบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และประชาชนก็ยอมรับรวมถึงภักดีต่อกษัตริย์

รัฐชาติที่สำคัญและมีบทบาทในช่วงสมัยใหม่ตอนต้น ได้แก่

          1. สเปน
          สเปนเป็นรัฐชาติที่มีอำนาจและอิทธิพลที่สุดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 เติบโตขึ้นในสมัยกษัตริย์เฟอร์ดินานด์แห่งอาเรกอน และพระนางอิซาเบลลาแห่งคาสตีล ทั้งสองพระองค์ทรงรวม 2 อาณาจักรเข้าด้วยกันใน ค.ศ. 1469  ความรุ่งโรจน์ถึงขีดสูงสุดของการค้าปรากฏใน ค.ศ. 1492 เมื่อมีการค้นพบโลกใหม่ในนามของสเปนทางด้านศาสนา ประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ปรากฏว่าชาวสเปนที่นับถือศาสนายิวจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา แต่ก็นับถือเพียงภายนอก ในปี ค.ศ. 1492 ชาวยิวสเปนที่เหลืออยู่ก็ถูกขับไล่ออกจากประเทศสเปนรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มากขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 5 จนกระทั่งถึงสมัยต่อมาของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ที่สเปนยิ่งใหญ่ ร่ำรวยมั่งคั่งด้วยเงินทองจากเปรู เม็กซิโก การค้าโพ้นทะเล และสามารถรวมโปรตุเกสเข้าไว้ได้ในระยะหนึ่งด้วย ตั้งแต่ ค.ศ. 1580 – 1640

          2. โปรตุเกส
          โปรตุเกสมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 เมื่อเคาน์เฮนรี่แห่งเบอร์กันดีได้ช่วยเหลือ กษัตริย์เลออนแห่งสเปนต่อสู่พวกมัวร์ จึงได้รับพระราชทานที่ดินผืนใหญ่ในบริเวณโอปอร์โต ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นประเทศโปรตุเกส
รัฐโปรตุเกสไม่สามารถขยายตัวออกทางบกได้ จึงหาทางออกทางทะเลในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ภายใต้ การสนับสนุนของเจ้าชายเฮนรี่ นำธงชาติโปนตุเกสไปโบกสะบัดอยู่รอบแหลมกู๊ดโฮปและประเทศอินเดีย และเริ่มวางรากฐาน การแบ่งเขตอิทธิพลของสเปนและโปรตุเกสโดยสันตะปาปาเมื่อ ค.ศ. 1493 และสนธิสัญญาทอร์เดซิลลัสที่ทำกับสเปนใน ค.ศ. 1494 ทำให้โปรตุเกสได้รับเอกสิทธิ์การค้าทางภาคตะวันออก โปรตุเกสกวาดล้างและเนรเทศประชาชนที่เป็นยิว มุสลิม และโปรเตสแตนท์ เช่นเดียวกับสเปน ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ความรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจก็เริ่มเสื่อมลง เมื่อโปรตุเกสต้องสูญเสียอิทธิพลในการผูกขาดการค้าเครื่องเทศในเอเชียให้แก่ฮอลันดาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

          3. ฝรั่งเศส
          การนำของโจนออฟอาร์คทำให้ชาวฝรั่งเศสเกิดความสำนึกในชาติ และช่วยให้ประสบความสำเร็จในการขับไล่ชาวอังกฤษออกจากประเทศได้ในสงครามร้อยปี ( ค.ศ.1337 – 1453 ) จากนั้นฝรั่งเศสก็เข้าสู่ความเป็นรัฐชาติแบบใหม่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 11 แห่งราชวงศ์ลัว   ฝรั่งเศสเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นในสมัยราชวงศ์บูร์บอง ซึ่งเริ่มต้นจากสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 ทำให้ฝรั่งเศสมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนทรงฟื้นฟูอำนาจกษัตริย์และรัฐบาลกลาง อันเป็นรากฐานให้แก่อำนาจอันมั่งคงของกษัตริย์ฝรั่งเศสต่อมา โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 4

          4. อังกฤษ
          อังกฤษเข้าสู่สมัยใหม่ในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ ทรงปรบปรามอิทธิพลของขุนนางศักดินาด้วยการยกเลิกกองทัพศักดินา เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เมื่อพระองค์ทรงปฏิรูปศาสนาและก่อตั้งนิกาย Anglican Church ขึ้นใน ค.ศ.1534 สมัยของพระนางเอลิซาเบธที่ 1 สถาบันกษัตริย์ก็ยิ่งมีอำนาจสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีการขยายตัวโพ้นทะเล และทำสงครามชนะกองทัพเรืออาร์มาดาของสเปน ในปี ค.ศ. 1588
ด้านเศรษฐกิจ ตั้งบริษัท East India Company ใน ค.ศ. 1600 ซึ่งเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศและชนชั้นกลางเป็นอันมาก

          5. จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และรัฐต่าง ๆ ในบริเวณเยอรมนี
          จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง จักรวรรดิที่มีอำนาจปกครองดินแดนที่อยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยกลางเมื่อจักรพรรดิช์ลมาญ ทรงรวบรวมดินแดนในยุโรปตอนกลางไว้ได้ ทรงได้รับการสวมมงกุฎจากพระสันตะปาปาเป็นจักรพรรดิปกครองดินแดนเหล่านี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 800 แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา เจ้าในราชวงศ์แฮปเบิร์ก ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองที่เวียนนา ได้รับเลือกตั้งตำแหน่งนี้อย่างสม่ำเสมอ จนค่อย ๆ กลายเป็นประเพณีได้ปกครองจักรวรรดิต่อมา จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ต่อมาตราบจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งฝรั่งเศสในสมัยของนโปเลียนเข้าทำลายจักรวรรดิลงในปี ค.ศ. 1806

          6. อิตาลี
          เมื่อเข้าสู่สมัยใหม่ตอนต้น อิตาลีแบ่งอกเป็นรัฐอิสระต่าง ๆ ที่มีฐานะทางการเมืองและเศรษฐกิจแตกต่างกัน อิตาลีไม่อาจรวมชาติได้เพราะปัญหาจากรัฐสันตะปาปา ดินแดนส่วนหนึ่งตอนกลางของแหลมอิตาลีที่อยู่ในความครอบครองของสันตะปาปามาตั้งแต่สมัยกลาง จนกระทั่ง ค.ศ.1870 อิตาลีจึงรวมรัฐชาติได้สำเร็จ









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น