วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ยุคภูมิธรรมและแนวคิดประชาธิปไตย



          เนื่องจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์และการหลุดพ้นจากอำนาจของคริสต์ศาสนจักร ทำให้ชาวตะวันตกกล้าใช้เหตุผลเพื่อแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าความมีเหตุผลสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นได้ การแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองตลอดจนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการปกครอคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงได้รับสมญาว่าเป็น ยุคภูมิธรรม (The Age of Enlightenment)

ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes ค.ศ. 1588-1679


            ทอมัส ฮอบส์  เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ "เลอไวอะทัน" (Leviathan)เป็นผลงานชิ้นเอกด้านปรัชญาทางการเมืองที่ฮอบส์ใช้เผยแพร่ "ลัทธิพื้นฐานของสังคมกับรัฐบาลที่ชอบธรรม" ฮอบส์แสดงออกมาอย่างเปิดเผยว่าองค์อธิปัตย์จะต้องมีอำนาจครอบคลุมไปถึงศรัทธาและลัทธิ และว่าถ้าไม่ทำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด นอกจากนี้ฮอบส์ ยังโจมตีความเชื่อทางศาสนาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรอยู่ด้วยความเชื่องมงาย อย่างไรก็ตามฮอบส์มิได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่ปฏิเสธพิธีกรรมและผู้นำทางศาสนา

จอห์น ล็อค (John Locke ค.ศ. 1632-1704)


         จอห์น ล็อค (John Locke) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ เขาเขียนหนังสือขึ้นหลายเล่ม เช่น Two Treatises of Government เป็นหนังสือที่กล่าวถึงสิทธิมูลฐานของมนุษย์  โดยสรุปทฤษฎีของ ล็อคกำหนดหน้าที่ของรัฐและรัฐบาลว่า คือ การักษาสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน รัฐในทรรศนะของล็อคเป็นรัฐเสรีมีอำนาจจำกัดไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของปัจเจอชน ทฤษฎีของ เขาถูกใช้เป็นพื้นฐานความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเสรีประชาธิปไตยใน โลกตะวันตก โดยเฉพาะในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

บารอน เดอ มองเตสกิเออร์ (Baron de Montesquieu ค.ศ. 1689-1755) หรือ ชาร์ลส์ หลุยส์ เดอ เซ็กกองดาต์ (Charies Louis de Secondat)


          ขุนนางฝรั่งเศส เป็นผู้เขียนหนังสือ เรื่อง วิญญาณแห่งกฎหมาย (The Spirit of Laws)เขาได้สร้างสิ่งที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือ ทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจ ในระบอบการปกครองที่เสรีและใช้ได้จริง หากปราศจากการการคานอำนาจกันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการก็จะไม่เกิดเสรีภาพและการป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิด พื้นฐานแนวคิดดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของแนวคิดประชาธิปไตยเสรีที่นำมาใช้ในประเทศที่มีอารยะทั่วโลก แม้ว่าระบอบเผด็จการอยู่ด้วยก็ตามแนวคิดในทางการเมืองของมองเตสกิเออร์ ในหนังสือเล่มนี้ มีอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ใช้แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ และระบบคานอำนาจของมองเตสกิเออร์เป็นหลัก

วอลแตร์ (Voltaire ค.ศ. 1694-1778)


          มีชื่อจริงว่า ฟรองซัว-มารี อารูเอ (Francois - Marie Arouet) เป็นนักคิดและนักเขียน ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง The Philosophical Letters หรือ Letters  on  the English  ซึ่งได้โจมตีสถาบันและกฎระเบียบต่างๆของฝรั่งเศส  และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป เขาเสนอให้ใช้เหตุผลและสติปัญญาแก้ไขปัญหาสังคมและการเมือง

ซอง-ชาคส์ รูโซ (Jean-Jacques Rousseau ค.ศ. 1712-1778)


          เขาเขียนหนังสือ หลายเล่ม โจมตีฟอนเฟะของสังคม และการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล นอกจากนี้เขายังแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบการศึกษา ปัญหาความไม่เสมอภาคทางสังคมอันเป็นผลจากสภาวะแวดล้อม เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และแนวทางการปกครอง และอื่น ๆ งานเขียนชิ้นเอกของเขาซึ่งเป็นตำราทางการเมืองที่สำคัญและมีอิทธิพลมาก คือ สัญญาประชาคม (The Social Contract) ค.ศ. 1762

 การปฏิวัติทางการเมืองการปกครองของอังกฤษ
          หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่1 สิ้นพระชนม์ กษัตริย์อังกฤษองค์ต่อๆ มามักจะมีความขัดแย้งกับรัฐสภาอยู่เสมอ เนื่องจากการใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองใน ในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ที่ทรงพยายามใช้อำนาจอย่างสูงสุดอีก จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นโดยรัฐสภาอังกฤษได้อันเชิญพระเจ้าวิลเลียม พระราชบุตรเขยของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์บัลลังก์โดยพระองค์ทรงสัญญาว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง ที่รัฐสภาเป็นผู้จัดร่างถวายซึ่งให้อำนาจรัฐสภาและให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษ เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์  เป็นการปฏิวัติที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ และได้รับการสนับสนุนจากชนทุกชั้น นับแต่นั้นมารัฐสภาอังกฤษได้ออกกฎหมายให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษ โดยรัฐสภาให้พระมหากษัตริย์ลงพระนามใน พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ซึ่งบอกว่ากษัตริย์จะทำอะไรเองตามอำเภอใจไม่ได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปฏิรูปสังคมและการเมืองของอังกฤษ ก้าวหน้าไปตามลำดับจนถึงปัจจุบันอังกฤษได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแม่แบบ ของการปกครองแบบประชาธิปไตยการปฏิวัติใน ค.ศ. 1688 ทำให้ระบอบราชาธิปไตยแบบเทวสิทธิ์ของอังกฤษสิ้นสุดลง และได้ยุติปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่กระทบกระเทือนอังกฤษมาตั้งแต่ต้น คริสต์ศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ในปีต่อมามีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยขันติธรรมทางศาสนา ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่พวกโปรเตสแตนต์สาขาต่าง ๆ ที่ไม่ยอมขึ้นต่อนิกายแองกลิคัน

   
การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ. 1776


          ช่วงระยะเวลาครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ที่มีการลุกฮือเพื่อประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ ของประชาชนชาวอเมริกัน จึ่งได้มีการสถาปนาสหรัฐอเมริกา ขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากได้รับชัยชนะในการปฏิวัติในครั้งนี้ สาเหตุในการปฏิวัติเพราะอังกฤษใช้นโยบายการค้าอย่างไม่ยุติธรรมกับอาณานิคม อังกฤษใช้วิธีซื้อจากอาณานิคมในราคาถูกมากแล้วนำไปขายในยุโรปในราคาเพิ่มหลายเท่า ทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ และประกอบกับการที่ชาวอเมริกันได้รับแนวคิดจาก นักปรัชญา คือ จอห์น ล็อก ทำให้เหตุการณ์ลุกลามใหญ่ ก่อให้การประท้วงครั้งใหญ่ อังกฤษจึงส่งกำลังเข้าปราบปรามกลายเป็น สงครามประกาศอิสรภาพ ฝรั่งเศสได้แอบส่งกำลัง อาวุธเข้าช่วยเหลืออเมริกา จนในที่สุด ทำให้อเมริกาสามารถประกาศอิสรภาพได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776  ที่เมืองฟิลาเดเฟีย (วอชิงตัน ดี.ซี. ในปัจจุบัน) เกิดประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอมเริกาคือ จอร์จ วอชิงตัน และการที่ฝรั่งเศสเข้าช่วยอเมริกานี้เอง ทำให้ทหารที่เข้ามาร่วมรบในสงครามปฏิวัติอเมริกา ได้ซึบซับแนวคิดและความต้องการอิสรภาพของชาวอเมริกันทั้งมวลเข้าไว้ และกลายเป็นพลังผลักดันที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสและประกอบกับสภาพการณ์ ในขณะนั้นฝรั่งเศสกำลังย่ำแย่ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สถาบันกษัตริย์ที่อ่อนแอ ทำให้ฝรั่งเศสเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิวัติไปทั่วยุโรปในเวลาต่อมาอีกด้วย


การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789



          สาเหตุของการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส  ค.ศ.1789  สรุปได้ 3 ประการ คือ 
          1. ปัญหาทางเศรษฐกิจ  ฝรั่งเศสกำลังประสบภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเพื่อการ ทำสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะในสงครามประกาศอิสรภาพของ ชาวอเมริกัน ระหว่าง ค.ศ.1776 - 1781 เพื่อสนับสนุนให้ชาวอาณานิคมต่อสู้กับอังกฤษ
          ด้วยสาเหตุดังกล่าว รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ( Louis  XVI , ค.ศ. 1776-1792 ) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป จึง สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
          2. ความเหลื่อมทางสังคม  ฝรั่งเศสมีโครงสร้างทางสังคมแบบชนชั้น โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ  ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของ พลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร  ( Estates )  ได้แก่
                     ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา                                           
                     ฐานันดรที่ 2 คือ ขุนนางและชนชั้นสูง ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์  มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด                                              
                     ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้ง พวกชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯ                        
                    โดยที่ชนชั้นฐานันดรที่ 1 และ 2 จะไม่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน                                                                                                                        
          3. ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า  กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่ มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระ เจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทรงไม่สนพระทัยการบริหาร บ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระนางมารี อังตัวเนตต์ ( Marie Antoinette ) พระราชินี ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย
  
          เหตุการณ์การปฏิวัติ


          เมื่อประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงทรงเปิดประชุมสภาฐานันดร(Estates General) ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1789 เพื่อขอคะแนนเสียงของตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มช่วยกันแก้ไขปัญหาทางการคลัง แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นเพราะกลุ่ม   ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้นับคะแนนเสียงเป็นรายหัว แต่กลุ่มฐานันดรที่ 1 และ 2 ซึ่งได้ร่วมมือกันเสมอนั้นเสนอให้นับคะแนนเสียงแบบกลุ่ม ฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจเป็นอย่างมาก และได้ออกไปจัดตั้งสภาแห่งชาติ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่พอใจและสั่งให้ยุบสภา ซึ่งทำให้ประชาชนลุกฮือกันไปทำลายคุกบาสติลย์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงตกใจและสั่งเลิกระดมพล มีข่าวลือว่าพวกชนชั้นสูงจะแก้แค้นที่สภาแห่งชาติ ประชาชนจึงร่วมตัวกันก่อม็อบประท้วงบุกทำลายทรัพย์สินของเหล่าขุนนาง สภาแห่งชาติจึงต้องประกาศยกเลิกระบบอภิสิทธิ์ เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติจึงมีการออกประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลและอำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชน ทำให้ฝรั่งเศสเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ส่งผลกระทบให้แนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ แพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป โดยผ่านการที่ฝรั่งเศสทำสงครามยึดครองประเทศต่างๆในยุโรป











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น