เนื่องจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์และการหลุดพ้นจากอำนาจของคริสต์ศาสนจักร
ทำให้ชาวตะวันตกกล้าใช้เหตุผลเพื่อแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองมากขึ้น
และเชื่อมั่นว่าความมีเหตุผลสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นได้
การแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองตลอดจนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการปกครอคริสต์ศตวรรษที่
18 จึงได้รับสมญาว่าเป็น ยุคภูมิธรรม (The Age of
Enlightenment)
ทอมัส ฮอบส์
(Thomas Hobbes ค.ศ. 1588-1679
ทอมัส ฮอบส์
เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ "เลอไวอะทัน" (Leviathan)เป็นผลงานชิ้นเอกด้านปรัชญาทางการเมืองที่ฮอบส์ใช้เผยแพร่
"ลัทธิพื้นฐานของสังคมกับรัฐบาลที่ชอบธรรม"
ฮอบส์แสดงออกมาอย่างเปิดเผยว่าองค์อธิปัตย์จะต้องมีอำนาจครอบคลุมไปถึงศรัทธาและลัทธิ
และว่าถ้าไม่ทำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด นอกจากนี้ฮอบส์
ยังโจมตีความเชื่อทางศาสนาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล
มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผลและวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ไม่ควรอยู่ด้วยความเชื่องมงาย อย่างไรก็ตามฮอบส์มิได้ปฏิเสธพระเจ้า
แต่ปฏิเสธพิธีกรรมและผู้นำทางศาสนา
จอห์น ล็อค
(John Locke ค.ศ. 1632-1704)
จอห์น ล็อค (John Locke) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ
เขาเขียนหนังสือขึ้นหลายเล่ม เช่น Two Treatises of Government เป็นหนังสือที่กล่าวถึงสิทธิมูลฐานของมนุษย์ โดยสรุปทฤษฎีของ
ล็อคกำหนดหน้าที่ของรัฐและรัฐบาลว่า คือ การักษาสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่
ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน
รัฐในทรรศนะของล็อคเป็นรัฐเสรีมีอำนาจจำกัดไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของปัจเจอชน
ทฤษฎีของ
เขาถูกใช้เป็นพื้นฐานความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเสรีประชาธิปไตยใน
โลกตะวันตก โดยเฉพาะในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
บารอน เดอ
มองเตสกิเออร์ (Baron de Montesquieu ค.ศ. 1689-1755) หรือ ชาร์ลส์ หลุยส์ เดอ เซ็กกองดาต์ (Charies Louis de Secondat)
ขุนนางฝรั่งเศส เป็นผู้เขียนหนังสือ
เรื่อง วิญญาณแห่งกฎหมาย (The Spirit of Laws)เขาได้สร้างสิ่งที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือ
ทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจ ในระบอบการปกครองที่เสรีและใช้ได้จริง
หากปราศจากการการคานอำนาจกันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร
และตุลาการก็จะไม่เกิดเสรีภาพและการป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิด
พื้นฐานแนวคิดดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของแนวคิดประชาธิปไตยเสรีที่นำมาใช้ในประเทศที่มีอารยะทั่วโลก
แม้ว่าระบอบเผด็จการอยู่ด้วยก็ตามแนวคิดในทางการเมืองของมองเตสกิเออร์
ในหนังสือเล่มนี้ มีอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก รัฐธรรมนูญการปกครองประเทศของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ใช้แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ
และระบบคานอำนาจของมองเตสกิเออร์เป็นหลัก
วอลแตร์ (Voltaire ค.ศ. 1694-1778)
มีชื่อจริงว่า ฟรองซัว-มารี อารูเอ (Francois
- Marie Arouet) เป็นนักคิดและนักเขียน ที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส
เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง The Philosophical Letters หรือ Letters
on the English ซึ่งได้โจมตีสถาบันและกฎระเบียบต่างๆของฝรั่งเศส
และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป เขาเสนอให้ใช้เหตุผลและสติปัญญาแก้ไขปัญหาสังคมและการเมือง
ซอง-ชาคส์
รูโซ (Jean-Jacques Rousseau ค.ศ. 1712-1778)
เขาเขียนหนังสือ หลายเล่ม โจมตีฟอนเฟะของสังคม
และการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล นอกจากนี้เขายังแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบการศึกษา
ปัญหาความไม่เสมอภาคทางสังคมอันเป็นผลจากสภาวะแวดล้อม
เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และแนวทางการปกครอง และอื่น ๆ
งานเขียนชิ้นเอกของเขาซึ่งเป็นตำราทางการเมืองที่สำคัญและมีอิทธิพลมาก คือ
สัญญาประชาคม (The Social Contract) ค.ศ. 1762
หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่1
สิ้นพระชนม์ กษัตริย์อังกฤษองค์ต่อๆ
มามักจะมีความขัดแย้งกับรัฐสภาอยู่เสมอ เนื่องจากการใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต
จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองใน ในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ที่ทรงพยายามใช้อำนาจอย่างสูงสุดอีก
จึงก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นโดยรัฐสภาอังกฤษได้อันเชิญพระเจ้าวิลเลียม
พระราชบุตรเขยของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์บัลลังก์โดยพระองค์ทรงสัญญาว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่า
ด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง
ที่รัฐสภาเป็นผู้จัดร่างถวายซึ่งให้อำนาจรัฐสภาและให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษ เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า
การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ เป็นการปฏิวัติที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ
และได้รับการสนับสนุนจากชนทุกชั้น
นับแต่นั้นมารัฐสภาอังกฤษได้ออกกฎหมายให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวอังกฤษ
โดยรัฐสภาให้พระมหากษัตริย์ลงพระนามใน พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ ซึ่งบอกว่ากษัตริย์จะทำอะไรเองตามอำเภอใจไม่ได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ปฏิรูปสังคมและการเมืองของอังกฤษ
ก้าวหน้าไปตามลำดับจนถึงปัจจุบันอังกฤษได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแม่แบบ
ของการปกครองแบบประชาธิปไตยการปฏิวัติใน ค.ศ. 1688 ทำให้ระบอบราชาธิปไตยแบบเทวสิทธิ์ของอังกฤษสิ้นสุดลง
และได้ยุติปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่กระทบกระเทือนอังกฤษมาตั้งแต่ต้น
คริสต์ศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ในปีต่อมามีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยขันติธรรมทางศาสนา
ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่พวกโปรเตสแตนต์สาขาต่าง ๆ
ที่ไม่ยอมขึ้นต่อนิกายแองกลิคัน
การปฏิวัติของชาวอเมริกัน
ค.ศ. 1776
ช่วงระยะเวลาครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18
ที่มีการลุกฮือเพื่อประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ
ของประชาชนชาวอเมริกัน จึ่งได้มีการสถาปนาสหรัฐอเมริกา
ขึ้นในเวลาต่อมาหลังจากได้รับชัยชนะในการปฏิวัติในครั้งนี้
สาเหตุในการปฏิวัติเพราะอังกฤษใช้นโยบายการค้าอย่างไม่ยุติธรรมกับอาณานิคม
อังกฤษใช้วิธีซื้อจากอาณานิคมในราคาถูกมากแล้วนำไปขายในยุโรปในราคาเพิ่มหลายเท่า
ทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ และประกอบกับการที่ชาวอเมริกันได้รับแนวคิดจาก นักปรัชญา
คือ จอห์น ล็อก ทำให้เหตุการณ์ลุกลามใหญ่ ก่อให้การประท้วงครั้งใหญ่
อังกฤษจึงส่งกำลังเข้าปราบปรามกลายเป็น สงครามประกาศอิสรภาพ
ฝรั่งเศสได้แอบส่งกำลัง อาวุธเข้าช่วยเหลืออเมริกา จนในที่สุด
ทำให้อเมริกาสามารถประกาศอิสรภาพได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776
ที่เมืองฟิลาเดเฟีย (วอชิงตัน ดี.ซี. ในปัจจุบัน)
เกิดประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอมเริกาคือ จอร์จ วอชิงตัน และการที่ฝรั่งเศสเข้าช่วยอเมริกานี้เอง
ทำให้ทหารที่เข้ามาร่วมรบในสงครามปฏิวัติอเมริกา
ได้ซึบซับแนวคิดและความต้องการอิสรภาพของชาวอเมริกันทั้งมวลเข้าไว้
และกลายเป็นพลังผลักดันที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสและประกอบกับสภาพการณ์
ในขณะนั้นฝรั่งเศสกำลังย่ำแย่ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สถาบันกษัตริย์ที่อ่อนแอ
ทำให้ฝรั่งเศสเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส
และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิวัติไปทั่วยุโรปในเวลาต่อมาอีกด้วย
การปฏิวัติฝรั่งเศส
ค.ศ. 1789
สาเหตุของการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส
ค.ศ.1789 สรุปได้ 3 ประการ
คือ
1. ปัญหาทางเศรษฐกิจ
ฝรั่งเศสกำลังประสบภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเพื่อการ
ทำสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะในสงครามประกาศอิสรภาพของ ชาวอเมริกัน ระหว่าง ค.ศ.1776
- 1781 เพื่อสนับสนุนให้ชาวอาณานิคมต่อสู้กับอังกฤษ
ด้วยสาเหตุดังกล่าว
รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ( Louis XVI , ค.ศ. 1776-1792
) จึงมีนโยบายจะเก็บภาษีอากรจากประชาชนเพื่อชดเชยรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไป
จึง สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
2. ความเหลื่อมทางสังคม ฝรั่งเศสมีโครงสร้างทางสังคมแบบชนชั้น
โดยฐานะของผู้คนในสังคมมีสองกลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ
ชนชั้นอภิสิทธิ์และชนชั้นสามัญชน แต่ในทางปฏิบัติทางการจะแบ่งฐานะของ
พลเมืองออกเป็น 3 ชนชั้นหรือ 3 ฐานันดร
( Estates ) ได้แก่
ฐานันดรที่ 1 คือ พระและนักบวชในคริสต์ศาสนา
ฐานันดรที่ 2 คือ ขุนนางและชนชั้นสูง
ทั้งสองฐานันดรเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ มีจำนวนประมาณร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ฐานันดรที่ 3 คือ สามัญชน
ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก รวมทั้ง พวกชนชั้นกลาง เช่น
พ่อค้า ช่างฝีมือ และปัญญาชน ฯลฯ
โดยที่ชนชั้นฐานันดรที่ 1 และ 2 จะไม่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน
3. ความเสื่อมโทรมของระบอบการปกครองแบบเก่า
กษัตริย์ฝรั่งเศสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงมีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้นไม่
มีขอบเขตจำกัดและทรงอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมืองโดยเฉพาะในรัชสมัยของพระ
เจ้าหลุยส์ที่ 16 มีหลายครั้งที่ทรงใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน
ทรงไม่สนพระทัยการบริหาร บ้านเมือง อีกทั้งยังทรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระนางมารี
อังตัวเนตต์ ( Marie Antoinette ) พระราชินี
ซึ่งทรงนิยมใช้จ่ายในพระราชสำนักอย่างฟุ่มเฟือย
เหตุการณ์การปฏิวัติ
เมื่อประเทศฝรั่งเศสประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงทรงเปิดประชุมสภาฐานันดร(Estates
General) ในวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1789
เพื่อขอคะแนนเสียงของตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มช่วยกันแก้ไขปัญหาทางการคลัง
แต่ได้เกิดปัญหาขึ้นเพราะกลุ่ม ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้นับคะแนนเสียงเป็นรายหัว
แต่กลุ่มฐานันดรที่ 1 และ 2 ซึ่งได้ร่วมมือกันเสมอนั้นเสนอให้นับคะแนนเสียงแบบกลุ่ม
ฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
และได้ออกไปจัดตั้งสภาแห่งชาติ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่พอใจและสั่งให้ยุบสภา
ซึ่งทำให้ประชาชนลุกฮือกันไปทำลายคุกบาสติลย์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงตกใจและสั่งเลิกระดมพล
มีข่าวลือว่าพวกชนชั้นสูงจะแก้แค้นที่สภาแห่งชาติ
ประชาชนจึงร่วมตัวกันก่อม็อบประท้วงบุกทำลายทรัพย์สินของเหล่าขุนนาง
สภาแห่งชาติจึงต้องประกาศยกเลิกระบบอภิสิทธิ์
เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติจึงมีการออกประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง
เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลและอำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชน
ทำให้ฝรั่งเศสเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ส่งผลกระทบให้แนวคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ
แพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป
โดยผ่านการที่ฝรั่งเศสทำสงครามยึดครองประเทศต่างๆในยุโรป








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น