การสำรวจเส้นทางการเดินเรือ
ระหว่างค.ศ. 1450 – 1750 ยุโรปได้เข้าสู่ยุคการสำรวจเส้นทางการเดินเรือและขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
อันนำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่สังคมตะวันตก
การเปิดน่านน้ำกับโลกตะวันออก
ทำให้พ่อค้าตะวันตกสามารถติดต่อค้าขายทางทะเลโดยตรงกับอินเดียและประเทศตะวันออกอื่นๆ
และจัดตั้งสถานีการค้าตั้งแต่เมืองบาสรา ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจนถึงประเทศญี่ปุ่น
ตลอดจนควบคุมเส้นทางการค้าเครื่องเทศในบริเวณช่องแคบมะละกา
นอกจากนี้การสำรวจเส้นทางการเดินเรือยังทำให้ค้นพบทวีปอเมริกาและจัดตั้งเมืองท่าสำคัญๆทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
สาเหตุของการสำรวจเส้นทางการเดินเรือ
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
ชาวยุโรปได้หันมาใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวอีกครั้ง
การติดต่อกับโลกตะวันออกในสงครามครูเสดซึ่งเป็นสงครามศาสนาระหว่างคริสต์ศาสนิกชนตะวันตกกับพวกมุสลิมตะวันออกกลางและการฟื้นตัวของเมืองที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันทำให้ชาวยุโรปมีโอกาสสัมผัสกับอารายธรรมของโลกตะวันออก
วิชาความรู้ต่างๆและวิทยาการอื่นๆของกรีกและมุสลิม
ทำให้ปัญญาชนเริ่มทบทวนและตรวจสอบความรู้ของตนเองมากขึ้น
ตลอดจนท้าทายแนวความคิดทางธรรมชาติและจักวาลวิทยาของคริสต์ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในสมัยกลาง
บรรยากาศของการแสวงหาและการค้นหาคำตอบให้กับตนเองเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวได้ผลักดันให้ชาวยุโรปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาหันมาสนใจท้องทะเลที่กั้นขวางพวกเขากับโลกของชาวตะวันออก
โดยเฉพาะความรู้ทางภูมิศาสตร์และแผนที่ของปโตเลมี ความสนใจดังกล่าวได้ทวีมากขึ้น เมื่อพวกมุสลิมสามารถยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเบิล
(ปัจจุบัน คือ นครอิสตันบูล ในประเทศตุรกี)
และดินแดนในจักรวรรดิไบแซนไทด์ได้ทั้งหมด
ซึ่งมีผลกระทบให้การค้าทางบกระหว่างตะวันออกกับตะวันตกชะงักงันแต่สินค้าต่างๆจากตะวันออกยังเป็นที่ต้องการของตลาดตะวันตก
ดังนั้นการติดต่อค้าขายทางทะเลจึงสำคัญมากสำหรับพ่อค้า
นอกจากนี้ความรู้ในการใช้เข็มทิศและการพัฒนารูปทรงและขนาดเรือให้มีความเหมาะสมและมีความคงทนแน่นหนาขึ้น
พร้อมติดตั้งอาวุธปืนใหญ่ ทำให้ชาติตะวันออกต่างๆต้องยินยอมเปิดสัมพันธไมตรีด้วย
และมีผลให้อิทธิพลของชาติตะวันตกหลั่งไหลสู่โลกตะวันออกได้อย่างกว้างขวางนอกจากเครื่องเทศที่เป็นสินค้าหลักที่พ่อค้าตะวันตกต้องการ ชาติตะวันตกยังมุ่งแสวงหาแหล่งแร่เงินและแร่ทองคำซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มากมายทางซีกโลกใต้
เพื่อนำไปใช้ซื้อสิ่งของต่างๆจากประเทศทางตะวันออก
และใช้จ่ายเป็นค่าจ้างทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ
1.
โปรตุเกสและสเปน
นับตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษทื่ 15
เป็นต้นมา
ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจและพยามแสวงหาเส้นทางเดินเรือมายังตะวันออก
เจ้าชายเฮนรีนาวิกราชทรงจัดตั้งโรงเรียนราชนาวีขึ้นที่แหลมซาเกรสให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆในการเดินทะเล
และเป็นแหล่งรวบรวมการสำรวจเส้นทางเดินเรือประกอบกับความรู้ในการใช้เข็มทิศ
และเทคนิคการสร้างเรือขนาดใหญ่ที่สามารถต้านทานคลื่นลมได้
ทำให้นักเดินเรือของโปรตุเกสสามารถเดินทางจนถึงแหลมกรีนในทวีปแอฟริกา
หลังจากที่เจ้าชายเฮนรีนาวิกราชสิ้นพระชนม์ บาร์โธโลมิว ไดแอส
สามารถเดินเรือเลียบชายฝั่งทวีปแอฟริกาจนผ่านแหลมกู๊ดโฮปได้สำเร็จ และนักเดินเรือชาวโปรตุเกสอีกผู้หนึ่งคือ
วัสโก ดา กามา แล่นเรือในเส้นทางสำรวจของไดแอสจนถึงเอเชีย
และหลังจากใช้เวลาเดนทางได้ 93วัน
ก็ขึ้นฝั่งที่เมืองกาลิกัตของอินเดีย และสามารถซื้อเครื่องเทศจากอินเดียโดยตรงนำกลับไปขายในยุโรปได้กำไรมากมาย
ระยะก่อนหน้านั้น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
ก็รับอาสากษัตริย์เดินทางสำรวจเส้นทางการเดินเรือไปประเทศจีน
และค้นพบทวีปอเมริกาได้ในที่สุด
ซึ่งทำให้สเปนได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลาง
และส่วนใหญ่ของดินแดนที่เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นระยะเวลาแห่งการเริ่มต้นแข่งขันในด้านเศรษฐกิจและอำนาจทางทะเลระหว่างสเปนกับโปรตุเกส
ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสัมพันธไมตรีต่อกัน สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่6
ทรงให้สเปนและโปรตุเกสทำสนธิสัญญาทอร์เดซียัส
กำหนดให้เส้นเมอร์ดิเตอร์เรเนียนที่ 370 ทางตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ด
(เส้นเมริเดียนที่51) ทางตะวันตกของกรีนิช
เป็นเส้นสมมติที่แบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน
โดยสเปนมีสิทธิในดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียนที่51 และโปรตุเกสได้สิทธิทางด้านตะวันออก
อาณาเขตที่เกิดจากการแบ่งเส้นสมมติดังกล่าวนำไปสู่การครอบครองทวีปอเมริกาใต้ของสเปนเกือบทั้งหมด
ยกเว้นบราซิลซึ่งตกเป็นของโปรตุเกสตามข้อตกลงของสนธิสัญญานี้
และนำไปสู่การสร้างจักรวรรดิทางทะเลของโปรตุเกสในเอเชีย
โปรตุเกสประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการกำจัดอำนาจของพวกมุสลิมในมหาสมุทรอินเดียจนสามารถควบคุมเมืองต่างๆ
และยึดเมืองกัว ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของสันนิบาตมุสลิมในมหาสมุทรอินเดียได้และใช้เมืองกัวเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโปรตุเกสในตะวันออก
อาฟองโซ เดอ อัลบูเกร์เก
ข้าหลวงโปรตุเกสสามารถขยายอำนาจและแผ่อิทธิพลจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้ายึดครองมะละกาซึ่งเป็นชุมทางของเรือสินค้าจากอินเดีย
อาหรับ อียิปต์ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การยึดครองดินแดนดังกล่าวคือ
บริเวณคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโปรตุเกส
และสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้แก่โปรตุเกสจากการผูกขาดการค้าเครื่องเทศ
ในค.ศ.1519 เฟอร์ดินันด์
มาเจลลัน นักเดินเรือชาวโปรตุเกสมายังหมู่เกาะเครื่องเทศโดยทางมหาสมุทรอินเดีย
และคุมเรือสเปน 5ลำ ออกค้นหาเส้นทางเดินเรือสายใหม่มายังตะวันออก
การเดินทางของมาเจลลันครั้งนี้นับเป็นการเดินเรือครั้งแรกที่ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมายังทวีปเอเชีย
และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเอเชียตั้งอยู่คนละทวีป คนละซีกโลก
และรู้ว่าเกาะเฮติและคิวบาไม่ใช่ญี่ปุ่นและจีนตามที่ชาวตะวันตกเข้าใจผิดกันมาตั้งแต่โคลัมบัสค้นพบอเมริกา
อย่างไรก็ตาม มาเจลลันไม่มีโอกาสได้แล่นเรือกลับสเปน
เขาถูกคนพื้นเมืองฆ่าตาย แต่ลุกเรือที่เหลือโดยการนำของเซบาสเตียน เดล กาโน
สามารถหลบหนีออกจากฟิลิปปินส์ได้
และเดินทางต่อไปจนพบโมลุกกะหรือหมู่เกาะเครื่องเทศ ได้แวะซื้อเครื่องเทศจากชาวพื้นเมือง
บรรทุกจนเต็มลำเรือวิคโตริโอ
และสามารถหลบเรือโปรตุเกสกลับสเปนทางมหาสมุทรอินเดียได้สำเร็จ
เรือวิคโตริโอนับได้ว่าเป็นเรือลำแรกที่แล่นรอบโลกและสามารถพิสูจน์ทฤษฎีโลกกลมว่าเป็นจริง
การค้นพบเส้นทางการเดินเรือมายังตะวันออกของดา กามา และมาเจลลันเป็นการเปิดน่านน้ำให้เรือจากทวีปยุโรปสามารถแล่นมายังทวีปเอเชียทางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกได้
และเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้อารยธรรมตะวันตกหลั่งไหลมายังเอเชียก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการปกครอง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
ในค.ศ.1580 ได้เกิดความผันผวนทางการเมืองในโปรตุเกส
ทำให้โปรตุเกสต้องตกอยู่ในอำนาจของสเปนจนถึง ค.ศ.1640
2.
ฮอลันดา
- อาจเรียก ฮอลแลนด์ หรือ
เนเธอร์แลนด์
- อยู่ในทวีปยุโรป
- ในศตวรรษที่ 16 เนเธอร์แลนด์ถูกปกครองโดยสเปน(พระเจ้าฟิลิปที่2)ต่อมาเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์และขุนนางจำนวนหนึ่ง
ได้ก่อการปฏิวัติต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน
เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์และได้สถาปนาสาธารณรัฐดัตช์และ
สามารถนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ได้
- จึงทำให้พระเจ้าฟิลิปที่ 2
ประกาศปิดท่าเรือ ลิสบอน
ซึ่งทำให้พ่อค้าชาวดัตช์ไปซื้อเครื่องเทศที่โปรตุเกสไม่ได้
แต่ในที่สุดฮอลันดาก็สามารถยึดครองอำนาจการค้าเครื่องเทศของโปรตุเกสได้ใน ค.ศ. 1598
- ฮอลันดาเป็นชาติแรกที่พบทวีปออสเตรเลีย
เนื่องจากในค.ศ.1606 บริษัท อินเดียตะวันออกของฮอลันดาได้ส่ง
Willem Jansz คุมเรือ Duyfken เพื่อหาเกาะทองคำ
ซึ่งการเดินทางครั้งนืทำให้ฮอลันดาพบทวีปออสเตรเลีย
- ค.ศ. 1648 จึงได้มีการลงนามในสนธิสัญญามุนสเตอร์
เพื่อสงบศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์และสเปน ซึ่งดำเนินมาถึง 80 ปี
และถือเป็นการประกาศเอกราชของเนเธอร์แลนด์
- หลังจากได้ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิสเปน
ชาวดัตช์ได้ร่วมกันฟื้นฟูประเทศจนในที่สุดได้เข้ามาสู่ยุคทอง เช่นเดียวกับ สเปน
โปรตุเกสและสหราช-อาณาจักร
ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในการแสวงหาโอกาสทางการค้าในดินแดนต่าง ๆ ของโลก
- เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางทะเลและเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปในเวลานั้น
และกรุงอัมสเตอร์ดัมก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป
จนมีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนถือให้เนเธอแลนด์เป็นประเทศระบอบทุนนิยมประเทศแรกของโลก
3. อังกฤษ
- แพร่อิทธิพลมาในตะวันออกในเวลาใกล้เคียงกับฮอลันดา
- ค.ศ. 1600 “Queen
Elizabeth I” ได้พระราชธานกฏบัตรให้บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ
ให้มีสิทธิพิเศษในการทำการค้าตั้งแต่แหลมกู๊ดโฮปจนถึงช่องแคปมาเจลลัน
- สลายอำนาจทางการทะเลของโปรตุเกสที่ควบคุม
มหาสมุทรอินเดีย จนเข้าไปมีอำนาจและอิทธิพลในอินเดียและอ่าวเปอร์เซีย
ซึ่งทำให้อังกฤษเป็นคู่แข่งทางการค้าในตะวันออกกับฮอลันดา
- ทำสงครามกับฮอลันดาและฝรั่งเศส
แต่ฝรั่งเศสแพ้จึงหมดโอกาสควบคุมตลาดการค้าในตะวันออก
ผลของการค้นพบดินแดนของชาติตะวันตก
1. การเผยแผ่ศาสนา
- แบบสันติวิธี : โดยมีบาทหลวง
ทำหน้าที่ สอนศาสนาและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการศึกษาแก่คนพื้นเมือง
- แบบวิธีรุนแรง :
บีบบังคับให้มานับถือคริสต์ศาสนา เช่น
สเปนได้ส่งกองทหารเข้าทำลายล้างอารยธรรมของเผ่ามายา, แอสเต็ก
และอินคา และบีบบังคับให้นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก
2. การเปลี่ยนแปลงเศษฐกิจและระบบการค้า
- ทำลายระบบสมาคมอาชีพ
- ขยายตัวทางการค้าอย่างรวดเร็ว
จนเกิดการปฏิวัติการค้า
- ใช้เงินตรา
- เกิดระบบพาณิชยนิยม
1) รัฐบาลของกษัตริย์เข้าควบคุมการผลิตและการค้า
2) เน้นส่งออก
3) กีดกันสินค้านำเข้า
4) แสวงหาอาณานิคมเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบและระบายสินค้า
- ค.ศ.1600-1700 โลกตะวันตกยึดถือนโยบายแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นนโยบายหลัก
ในช่วงนี้พ่อค้านายทุนได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทรวมทุน
เปิดโอกาสให้บุคคลร่วมกันลงทุนเพื่อขยายการค้าผูกขาดสินค้าต่างๆโดยมีรัฐหรือกษัตริย์สนับสนุน
- บริษัทรวมทุนจะทำการค้าในนามของประเทศและมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมประเทศของตนให้สามารถยึดครองดินแดนต่างๆได้
เช่น
บริษัทอันเดียตะวันออกของอังกฤษได้ก่อตั้งมลรัฐเวอร์จิเนียและมลรัฐเมสซาชูเชตส์ในทวีปอเมริกาเหนือและเบิกทางให้รัฐบาลอังกฤษสามารถเข้าคอบครองอินเดียได้ในเวลาต่อมา
- ค้นพบเหมืองแร่เงินและทองในทวีปอเมริกา
ซึ่งทำให้สินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมีราคาสูงขึ้นและทำให้เกิดเงินเฟ้อในภายหลัง
3. การเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ
- ด้านสิ่งแวดล้อม :
ก่อให้เกิดการกระจายและแพร่พันธุ์สัตว์,พืชและเชื้อโรค
เช่น
ชาวดัตช์นำต้นกาแฟจากตะวันออกกลางมาปลูกที่เกาะชวาแทนเครื่องเทศที่ทำกำไรได้น้อยลงจนในที่สุดกาแฟได้เป็น
สินค้าหลักอย่างหนึ่งของภูมิภาคนี้.
- ทำให้มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ของชาติต่างๆมากขึ้น
- มีการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีมากขึ้น
เช่น การสำรวจ
- อารยธรรมเก่าแก่ถูกทำลาย
ซึ่งทำให้สภาพสังคม,เศรษฐกิจในดินแดนเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น