การปฏิรูปศาสนา(The Reformation)
ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกประการคือ การปฏิรูปศาสนา
ซึ่งคริสต์ศาสนาได้แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆโดยแต่ละนิกาย
มีลักษณะเป็นศาสนาประจำชาติมากขึ้น
สาเหตุของการปฏิรูปศาสนา
การปฏิรูปศาสนามีสาเหตุอยู่หลายประการด้วยกัน
ได้แก่
-เนื่องจากความเป็นอยู่ของสันตะปาปาและพระชั้นสูงบางองค์มีความฟุ่มเฟือยมีการสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้ลูก
ขัดต่อความรู้สึกที่ว่าพระควรจะมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายอีกทั้งพระยังเรียกเก็บภาษีสูงขึ้นเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในคริสตจักรที่กรุงโรม
ตลอดจนมีการซื้อขายตำแหน่งกัน ประกอบกับชาวยุโรปศึกษาเล่าเรียนมีความรู้มากขึ้น
จึงไม่เชื่อคำสั่งสอนของฝ่ายศาสนจักรงมงาย
และเกิดความคิดที่จะปรับปรุงศาสนาให้บริสุทธิ์
-เนื่องจากสันตะปาปาทรงมีฐานะเป็นเจ้าผู้ปกครองฝ่ายศาสนจักร
มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ได้เข้าไปมรส่วนร่วมทากการเมืองของยุโรป
และสันตะปาปาเข้าไปครอบงำ รัฐต่างๆในเยอรมัน
ทำให้เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆต้องการเป็นอิสระจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และจากผู้ที่รักษาอำนาจของคริสตจักรคือสันตะปาปา
-การที่ศาสนจักรมุ่งเน้นพิธีกรรมมากจนเกินไป
ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องการทำความเข้าใจหลักธรรมทางศาสนามากขึ้น
จนมีนักคิดเสนอว่ามนุษย์ควรเข้าถึงพระเจ้าและทความเข้าในในคัมภีร์ไบเบิลด้วยตนเองมากกว่าผ่านพิธีกรรมของศาสนจักร
-สันตะปาปาจูเลียสที่ 2
(Julius II ค.ศ. 1506-1514)และสันตะปาปาลีโอที่10
(Leo X ค.ศ.1514-1521) ต้องการงบประมานในการก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม
จึงส่งสมณะทูตมาขายใบไถ่บาป (Indulgence Certificate) ในดินแดนเยอรมัน
ใบยกโทษบาปนี้เป็นอนุโมทนาบัตรแสดงว่าได้ชำระเงินตามกำหนดเพื่อพ้นจากบาป
แต่ด้วยภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดกลุ่มต่อต้านคริสตจักรหลายกลุ่มด้วยกัน
ทั้งขุนนาง นักคิด และปัญญาชนในเยอรมัน
การเริ่มปฏิรูปศาสนา
การขายใบยกเลิกบาปในเยอรมันของคริสตจักร
ทำให้ มาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther ค.ศ. 1484 -
1546) นักบวชชาวเยอรมันทำการประท้วงการขายใบไถ่บาปด้วยการปิดประกาศคำประท้วง95
ข้อ (Ninety-Five Theses)หน้ามหาวิหารแห่งเมืองวิทเทนแบร์ก
(Wittenberg) โดยลูเทอร์ได้ประกาศว่า
สันตะปาปาไม่ควรเก็บภาษีในเยอรมันเพื่อนำไปสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และสันตะปาปาไม่ได้เป็นบุคคลเพียงผู้เดียวที่จะนำพามนุษย์ไปสู่พระเจ้า
ประกาศดังกล่าวถือว่าเป็นการประท้วง (protest) ที่มีต่อศาสนจักรอันเป็นที่มาของนิกายโปรเตสแตนต์
(Protestants) คำประกาศของเขาได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในเขตเยอรมัน
ใน ค.ศ. 1521 มาร์ติน ลูเทอร์ ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิชาลส์ที่ 5 (Charles V ค.ศ.1519 – 1556) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ให้ไปเข้าประชุมสภาแห่งเวิร์ม
เขาถูกกล่าวหาจากจักรพรรดิว่ามีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อคริสต์ศาสนาและเป็นบุคคลนอกศาสนา
แต่เจ้าผู้ครองแคว้นแซกโซนีได้อุปถัมภ์เขาไว้
และเขาแปลคัมภีร์ไบเบิลจากภาษาละตินมาเป็นภาษาเยอรมัน
ทำให้ความรู้ทางศาสนาเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น
และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการของวรรณกรรมภาษาเยอรมัน
ในช่วงหลังจากนั้น
พวกเจ้านายในเยอรมันได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเจ้าผู้ครองแคว้นทางเหนือ
ซึ่งสนับสนุน มาร์ติน ลูเทอร์ กับฝ่ายเจ้าผู้ครองแคว้นทางใต้
ซึ่งสนับสนุนคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่กรุงโรม ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นใน ค.ศ.1546
ในที่สุดก็มีการสงบศึก โดยการทำสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเอากส์บูร์ก (Peace
of Ausburg) ในค.ศ.1555โดยให้ทางเจ้าชายเยอรมันและแคว้นของพระองค์มีสิทธิ์ที่จะเลิกนับถือนิกายลูเทอร์หรือนิกายโรมันคาทอลิกได้
นิกายลูเทอร์มีหลักปฏิบัติ
การดำเนินงาน พิธีกรรมทางศาสนา และลักษณะของนักบวชเป็นแบบคาทอลิก
แต่นักบวชในนิกายลูเทอร์เป็นเพียงผู้สอนศาสนาจึงสามารถมีครองครัวได้
นิกายลูเทอร์ยังคงมีการรักษาพิธีกรรมบางข้อไว้ เช่น ศีลจุ่ม และศีลมหาสนิท
นิกายนี้มีกรอบความคิดว่าความหลุดพ้นทางวิญญาณของชาวคริสต์จะสามารถมีได้ก็เนื่องจากการยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้าจนพระองค์ทรงเมตตาเท่านั้น
การปฏิรูปคริสต์ศาสนาได้ขยายตัวจากเยอรมันไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป
มีผู้นำในการปฏิรูป เช่น
-จอห์น คาลวิน (John
Calvin ค.ศ.1509 - 1564) ชาวฝรั่งเศส
ผู้เห็นด้วยกับความคิดของมาร์ติน ลูเทอร์ ได้หนีพวกคาทอลิกจากฝรั่งเศสไปตั้งนิกายคาลวิน
เป็นโปรเตสแตนต์นิกายที่ 2 ในสวิตเซอร์แลนด์
-พระเจ้าเฮนรีที่ 8
แห่งประเทศอังกฤษ (Henry VIII ค.ศ.1509
- 1547) ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะหย่าขาดจากพระนางแคทเธอรีนแห่งอะรากอน
(Catherine of Aragon ค.ศ.1485 - 1536) แต่สันตะปาปาจัดการให้ไม่ได้
รัฐสภาอังกฤษจึงออกกฎหมายตั้งพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เป็นประมุขทางศาสนาในประเทศอังกฤษ
ไม่ขึ้นต่อคริสตจักรที่กรุงโรม เรียกนิกายใหม่นี้ว่า
นิกายอังกฤษหรือนิกายแองกลิคัน
กล่าวโดยสรุป ผลของการปฏิรูปทางศาสนาได้ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้น
โดยแบ่งเป็น3นิกายสำคัญคือ ได้แก่
-นิกายลูเทอร์
แพร่หลายในเยอรมันและประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย
-นิกายคาลวิน แพร่หลายใน
สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์และสกอตแลนด์
-นิกายอังกฤษหรือแองกลิคัน
เป็นนนิกายประจำประเทศอังกฤษ
การปฏิรูปของศาสนจักร
เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาในดินแดนส่วนต่างๆของยุโรป
คริสตจักรที่กรุงโรมได้พยายามต่อต้านปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีต่างๆได้แก่
1.ศาสนจักรได้จัดการประชุมสังคายนาพระศาสนาที่เมืองเทรนต์
(The Council of Trent) ใน ค.ศ.1545 การประชุมดังกล่าวใช้เวลาถึง
18 ปี สิ้นสุดใน ค.ศ.1563 โดยมีบทสรุปดังนี้
- สันตะปาปาทรงเป็นประมุขของคริสต์ศาสนา
- การประกาศหลักธรรมทางศาสนาต้องให้ศาสนจักรเป็นผู้ประกาศแก่ศาสนิกชน
- คัมภีร์ไบเบิลยังต้องเป็นภาษาละติน
- ยกเลิกการขายใบยกโทษบาปและตำแหน่งทางศาสนา มีการกำหนดระเบียบวินัย
มาตรฐานของการศึกษาของพระ และให้ใช้ภาษาพื้นเมืองในการสอนศาสนา
2.ศาสนจักรได้ตั้งศาลศาสนาเพื่อลงโทษพวกนอกศาสนา
โดยศาลศาสนาได้พิจารณาความผิดของพวกนอกศาสนาคาทอลิก
และชาวคาทอลิกที่มีความคิดเห็นแตกต่างจาก ศาสนจักร
ซึ่งมีการลงโทษโดยการเผาคนผิดทั้งเป็น
การต่อต้านการปฏิรูปศาสนาของคริสตจักรที่กรุงโรมกระทำได้ผล
คือ
นิกายโรมันคาทอลิกสามารถป้องกันไม่ให้ศาสนิกชนโรมันคาทอลิกหันไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์
เพิ่มขึ้น
แต่ก็ไม่สามารถดึงศาสนิกชนโปรเตสแตนต์ให้กลับมานับถือนิกายโรมันคาทอลิกได้
ผลของการปฏิรูปศาสนา
การปฏิรูปศาสนาได้ก่อให้เกิดผลกรทบที่สำคัญต่อชาติต่างๆในยุโรป
ได้แก่
- คริสตจักรตะวันตกได้แตกแยกออกเป็น2นิกาย คือ นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม
มีสันตะปาปาเป็นประมุข กับนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งเป็นนิกายต่างๆ ในประเทศทางภาคเหนือของยุโรป
ความเป็นเอกภาพทางศาสนาของยุโรปได้สิ้นสุดลง
- เกิดกระแสชาตินิยมในประเทศต่างๆเช่น
กรณีที่มาร์ติน ลูเทอร์ หนุนให้เจ้าผู้ครองรัฐต่างๆ
ในเยอรมันต่อต้านจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ผู้ที่นับถือนิกายคาลวิน ในเนเธอร์แลนด์ส่วนที่เป็นเจ้าของสเปนต่อต้านกษัตริย์สเปนจะได้รับเอกราช
- เกิดการแข่งขันระหว่างนิกายต่างๆการปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องเพื่อเรียกศรัทธาและก่อให้เกิดขันติธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้นับถือนิกายต่างกัน
- สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป
นิกายโปรเตสแตนต์ได้สนับสนุนการประกอบอาชีพด้านการค้าและอุตสาหกรรม
ทำให้ระบบทุนนิยมในยุโรปเจริญเติบโต
- ระบอบรัฐชาติแข็งแกร่งขึ้น
การเกิดนิกายโปรเตสแตนต์ได้ส่งเสริมวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น
การแปลคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น และยังส่งเสริมอำนาจของผู้ปกครอง ได้แก่ กษัตริย์ในฐานะตัวแทนของพระเป็นเจ้าในการปกครองประเทศ
จึงเท่ากับส่งเสริมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยปริยาย
- ผลของการแตกแยกทางศาสนา
ทำให้เกิดสงครามศาสนาขึ้นในยุโรปหลายครั้ง เช่น สงครามศาสนาในเยอรมนี (ค.ศ.1546
- 1555) สงครามศาสนาในประเทศฝรั่งเศส(ค.ศ.1562 - 1589) สงครามสามสิบปี (ค.ศ.1618 - 1648) การเกิดสงครามศาสนาทำให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจเหนือคริสตจักรในที่สุด
เพราะสันตะปาปาต้องอาศัยอำนาจของกษัตริย์ที่นับถือคาทอลิกทำการต่อต้านกษัตริย์ที่นับถือโปรเตสแตนต์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น